เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสุขภาพจิตโลก กรุงเทพโพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง "สุข ทุกข์ คนไทย" จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,189 คน พบว่า 

 

เรื่องที่มีความสุขมากที่สุด ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้คือ ไม่ติดเชื้อโควิด-19 และใช้ชีวิตได้ปกติขึ้น ไม่ต้องกักตัว ไม่มีล็อคดาวน์

 

ส่วนเรื่องที่มีความทุกข์มากที่สุด คือ กลัวติดโควิด-19 กลัวการแพร่ระบาดรอบ 2  รองลงมาคือ รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ข้าวของราคาแพง เงินเดือน รายได้ลดลง ไม่มีโบนัส

 

โดยผู้สำรวจได้ถามต่อว่า ปัจจุบันปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เรื่องใดที่ทำให้เครียด วิตกกังวล มากที่สุดพบว่า ส่วนใหญ่ตอบว่าปัญหาข้าวของราคาแพง ค่าครองชีพสูง ขณะที่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง การชุมนุมตามมาเป็นอันดับที่ 3  

 

และเมื่อถามถึงความหวังที่อยากได้มากที่สุดพบว่า ส่วนใหญ่อยากให้เศรษฐกิจดีมีเงิน มีทองใช้มากกว่านี้ รองลงมาอยากให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ยุติธรรม บังคับใช้เท่าเทียมกัน และอยากให้บ้านเมืองสงบ ปลอดภัย ไร้การจี้ปล้น อาชญากรรม

 

คำตอบเรื่องความกังวลต่อ “ปัญหาการเมือง” คล้ายคลึงกับ 4 นักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่งในการสัมมนาประจำปี 2563 ของสมาคมเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์  ซึ่งระบุว่า คนไทยและสังคมไทย รวมถึงเศรษฐกิจไทย มีภูมิคุ้มกันกับความไม่แน่นอนทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ  และทำตัวเหมือน “กะทะเทฟล่อน” หรือสามารถลื่นไหลไปกับสถานการณ์ทางการเมืองได้ง่ายกว่าในช่วงก่อนหน้า

 

เช่น หากมีการชุมนุมปิดเมือง หากเป็นช่วงก่อนคนอาจจะกระทบกระเทือนบรรยากาศจนไม่มีใจใช้จ่าย  แต่ในการชุมนุมครั้งหลังๆ ที่ผ่านมา คนที่ไม่อยากเกี่ยวข้องส่วนหนึ่งเลือกที่จะออกไปท่องเที่ยวในต่างจังหวัด หรือไปใช้จ่ายซื้อข้าวของในปริมณฑลทดแทนเมืองส่วนที่ถูกปิด

 

ทั้งนี้ ภาคเอกชน ระบุว่า ปัจจัยทางการเมืองนั้น มีความกังวลกับความไม่แน่นอนของนโยบาย การใช้อำนาจการเมืองหรือราชการช่วยเหลือเอื้อผลประโยชน์กลุ่มคน หรือพวกพ้อง และการทุจริตคอรัปชั่นมากกว่า

 

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์บางส่วน ให้ความเห็นว่า วิกฤตโควิด-19 มีส่วนให้ความกังวลกับความไม่แน่นอนทางการเมืองของเอกชนไทยลดลง ซึ่งจุดนี้อาจจะถือเป็นปัจจัยชั่วคราว

 

เพราะจากเดิมนั้น ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเมือง หรือการชุมนุมทางการเมือง สิ่งที่นักธุรกิจ และคนไทยส่วนใหญ่เป็นห่วงคือ การปิดเมือง ทำงานไม่ได้ รวมทั้งกังวลต่อความเชื่อมั่นของต่างชาติ ทั้งที่จะกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยว และกระทบต่อความมั่นใจในการลงทุน 

 

เพราะทุกครั้งที่ไม่มีความไม่แน่นอนทางการเมือง หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุนแรงทางการเมือง จะกระทบการท่องเที่ยวและการลงทุน ซึ่งจะกระทบต่อเนื่องถึงความสามารถในการใช้จ่ายของประชาชนให้ลดลงตามไปอีกระยะแม้ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะจบลง

 

แต่เหตุการณ์วันนี้ โควิด-19 ได้ทำให้นักท่องเที่ยวเป็นศูนย์ติดต่อกันมากว่าครึ่งปี การลงทุนใหม่ถูกชะลอออกไปขณะที่การลงทุนในหลายๆ โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างล่าช้า ไม่ต้องห่วงเรื่องปิดเมือง หรือทำงานไม่ได้ เพราะวันนี้คนหลายล้านคนไม่มีงานทำ อีกหลายล้านคน ทำงานไม่กี่วัน หรือทำงานที่บ้าน

 

 “การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง”ในขณะนี้ จึงอาจจะกระทบความรู้สึกของคนน้อยกว่าปัญหาปากท้อง อย่างที่โพลล์สำรวจ

 

ดังนั้น เมื่อปัญหาอยู่ที่ปากท้อง และหนี้สิน รัฐบาลที่ยังทำหน้าที่อยู่ ควรจะเร่งแก้ไขปัญหาเยียวยาผลกระทบอย่างต่อเนื่อง และหาหนทางปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรายได้ของคนไทยที่เพิ่มขึ้น และการแก้ไขลดความเหลื่อมล้ำที่มีตั้งแต่แรกเกิด ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการประกอบอาชีพให้เร็วที่สุด และดีที่สุด


เพราะวันนี้คนกังวลกำลังปัญหาเศรษฐกิจและกำลังพยายามเอาตัวรอด อย่าปล่อยคนจนตรอก ไม่เช่นนั้น ปัญหาเศรษฐกิจ กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะกลายเป็นเรื่องเดียวกัน

 

On the go