ข่าวการระบาดโควิด-19  ของ “กลุ่มก้อนใหม่” หรือ “คลัสเตอร์ใหม่” จาก 3 สถานบันเทิงย่านทองหล่อ ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากกรณีนี้จำนวนมาก และจะเห็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว


และล่าสุด มีรายงานข่าวว่า มีบุคคลระดับรัฐมนตรีของรัฐบาล อยู่ร่วมห้องกับผูู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสถานบันเทิงแห่งหนึ่งย่านทองหล่อ รวมทั้งมีรายงนว่า นักการทูต ของประเทศญี่ปุ่นในประเทศไทย ติดโควิด-19 จากกรณีนี้ด้วยเช่นกัน ยิ่งทำให้จำนวนผู้เสี่ยงกระจายตัวออกไปมากขึ้น


กรณีดังกล่าว แม้จะไม่ใช่ว่า จะไม่เคยเกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมา “สถานบันเทิง” ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงของการแพร่ระบาดมาตลอด ทั้งในการระบาดรอบแรก ซึ่งมาจากย่านทองหล่อเช่นเดียวกัน หรือ การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการแพร่ระบาดของแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย และแรงงานไทยที่ไปทำงานในสถานบันเทิงของประเทศเพื่อนบ้าน 


 แต่ไม่ได้หมายความว่า เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะไม่สร้างความกังวลใจในการดำเนินชีวิตของประชาชน หรือ ไม่สร้างความเสียหายเพ่ิ่มขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจ อีกต่อไป


 ซึ่งนอกเหนือจากการละเลยในการควบคุมสถานการณ์การระบาดของทุกภาคส่วนแล้ว สาเหตุที่สำคัญกว่า คือ “ความเคยชิน” ของประชาชนคนไทย ที่มาจาก จำนวนผู้ติดเชื้อในแต่ละวันที่ไม่สูงมาก หลังจากที่รัฐบาลสามารถควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่ ได้ดีในระดับหนึ่ง การผ่อนคลายมาตรการเข้มงวดอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการเริ่มฉีดวัคซีนต้านโควิด -19 


 ทำให้คนไทยส่วนมากเริ่ม “ไม่กลัว” และ “การ์ดตก” ซึ่งส่งผลให้เกิด “คลัสเตอร์” ของการระบาดใหม่ๆเป็นระยะๆ 


 จริงอยู่!!! ทั้งในฝั่งสาธารณสุข ฝั่งการเมือง และฝั่งเศรษฐกิจ มองว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงปีนี้ จะต้องพยายามอยู่กับโควิด-19 ให้ได้ โดยไม่ต้องกลับมาใช้มาตรการควบคุมที่รุนแรงเหมือนในช่วงก่อนหน่า รวมทั้งต้องเดินหน้าเร่งรัดการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยว  เพื่อที่จะฟื้นฟูธุรกิจและภาพรวมเศรษฐกิจ ซึ่งถูกระทบอย่างหนักให้กลับมาโดยเร็วที่สุด


 อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่มีกลุ่มก้อนใหม่เกิดขึ้น บรรยากาศของการเดินทางท่องเที่ยว หรือการทำกิจกรรมนอกบ้านถูกกระทบไประยะหนึ่งเช่นกัน


และในครั้งนี้ ซึ่งเป็นช่วงก่อนวันหยุดยาว หวังว่า รัฐบาลจะสามารถระบุตัวตน ระบุตำแหน่งของผู้ที่มีความเสี่ยงได้ทั้งหมดได้โดยเร็วที่สุด เพื่อนำมาตรวจหาเชื้อ และทำให้คลัสเตอร์นี้ลดจำนวนลง หรือจบได้ในสัปดาห์หน้าก่อนเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์


ไม่เช่นนั้น หากรัฐบาลจำเป็นต้องออกมาตรการเพิ่มเติม เช่น การกลับมาปิดสถานบันเทิง ลดเวลาการเดินห้าง ตลาด รวมทั้งลดเวลาการรับประทานในร้านอาหาร ความเสียหายต่อเศรษฐกิจจะพุ่งสูงขึ้น


เทียบเคียงกับการระบาดของโควิด -19 ระลอกที่ 2 ที่ผ่านมา หากรัฐบาลต้องกลับไปใช้มาตรการควบคุมบางพื้นที่เช่นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา 


 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมิน โควิดระบาดระลอกใหม่ ได้ส่งผลสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมไทย ประมาณ 45,000 -60,000 ล้านบาท ในช่วงกรอบการระบาดและใช้มาตรการควบคุมในเวลา 1 เดือน ขณะที่ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ อยู่ที่ประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อเดือน


นอกจากนั้น ในทางสังคม วิจัยกรุงศรี ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจของธนาคารกรุงศรีอยุธยา พบว่า ในช่วง 1 ปีของการระบาดของโควิด-19 อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการบริการและการท่องเที่ยว มีระดับค่าจ้างลดลงในระดับสูงระหว่าง อยู่ที่ 18% ถึง 45% 


ขณะที่ครัวเรือนไทยที่มีสินทรัพย์ต่ำกว่าครัวเรือนละ 2 แสนบาทจะได้รับผลกระทบสาหัสที่สุด และครัวเรือนกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนถึง 22% ของครัวเรือนไทย ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นครัวเรือนที่มีเงินออมน้อยจะมีความเปราะบางมากกว่า จากการมีภูมิคุ้มกันทางการเงินที่น้อยกว่า ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นจึงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและมีข้อจำกัดในการหาสินทรัพย์ทดแทนเพื่อชดเชยการสูญเสียรายได้ 


 โดยนอกเหนือจากความสูญเสียที่ประเมินเป็นตัวเลขได้ ทุกครั้งที่เกิดคลัสเตอร์ใหม่ ยังทำให้เสียโอกาส และสร้างความล่าช้าในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการเปิดประเทศ ซึ่งตีราคาเป็นตัวเลขไม่ได้ แต่หากตีค่าออกได้คงเป็นเงินจำนวนไม่น้อย


และหากพิจารณาความสูญเสียที่เกิดขึ้นในช่วง 1 ปีกว่า ที่เราอยู่กับวิกฤตโควิด-19 จากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ  (จีดีพี) ปี 2563 ที่ผ่านมา ที่ติดลบ 6.1% จะตีเป็นมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ประมาณ 1 ล้านล้านบาท


ดังนั้น แม้จะมีวัคซีนแล้ว หรือรัฐบาลไม่ได้ใช้มาตรการที่คุมเข้มเหมือนช่วงปี 63 อีกต่อไป แต่ในทางปฏิบัติ อีก 1ปี -1 ปีครึ่งจากวันนี้ เราต้องอยู่กับโควิด-19 และทุกครั้งที่เกิดการระบาดคลัสเตอร์ใหม่ๆ ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้นทันที 


ยิ่งคลัสเตอร์ มีการระบาดรุนแรง ควบคุมได้ยาก หรือได้ช้า ความเสียหายที่จะมีต่อเศรษฐกิจก็รุนแรงมากขึ้น ตรงกันข้าม การฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาเหมือนก่อนโควิด-19 ก็ทำได้น้อยลง