กำลังจะผ่านสัปดาห์ที่ 2 แล้ว นับจากวันที่นายปรีดี ดาวฉาย รมว.คลังคนล่าสุด ตัดสินใจขอลาออกจากตำแหน่ง โดยอ้างปัญหาสุขภาพ แต่จนขณะนี้ยังไม่เห็นวี่แววที่ชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเลือกใครคนใหม่ขึ้นมาแทน

 

 และดูเหมือนว่าจะมีตัวเลือกน้อยลงๆ เรื่อยๆ เพราะรายชื่อที่ถูก “โยนหินถามทาง” มาในช่วงแรก ไม่ว่าจะเป็น ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ซึ่งเพิ่งพลาดหวังจากตำแหน่ง รมว.พลังงานใน ครม.ประยุทธ์ 2/2 หรือ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กำลังจะเป็นอดีตผู้ว่าการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ นั้นทั้งสองคนออกมาปฏิเสธ

 

ล่าสุดมีชื่อ “ประสงค์ พูนธเนศ" ปลัดกระทรวงการคลัง ที่จะเกษียณราชการในช่วงสิ้นเดือนนี้ และรายชื่ออนายแบงก์อีกหลายคน แต่ทั้งหมดทั้งมวลยังไม่มีใครตอบรับ

 

 ขณะที่รายชื่อ “นักการเมือง” ที่ออกมายืนยันตัวเองทั้งทางตรงและทางอ้อมๆ ว่า มีคุณสมบัติพร้อมในการเป็น รมว.คลัง ทั้งฝั่งผู้ชาย และรายชื่อที่เป็นผู้หญิงนั้น ไม่ได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากแวดวงเศรษฐกิจ และนักลงทุนต่างประเทศ

 

ณ วันนี้ การตั้ง รมว.คลัง มีทางเลือกไหนบ้าง ทางเลือกแรก หากถามคนในแวดวงการเงิน การคลัง หรือภาคธุรกิจ บุคคลที่ฝากฝั่งที่เรียกว่า “ภาคเศรษฐกิจจริง” ต้องการคือ  “คนนอก” ที่ “คนที่มีความรู้ความสามารถ” ด้านการเงินการคลัง รวมทั้งเข้าใจการทำธุรกิจ พร้อมที่จะหาหนทาง หามาตรการใหม่ๆ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่ตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ให้ปรับตัวดีขึ้น

 

แต่ “นักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ หรือนักธุรกิจ” เหล่านี้ จะทนทานต่อแรงเสียดทาน ทั้งทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง โดยเฉพาะแรงเสียดทานจากภาคประชาชนที่จะทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากนี้ได้มากแค่ไหน และเท่าที่ถามๆกัน ไม่ว่าจากสภากาแฟฝั่งไหน อุตสาหกรรม หอการค้า ธนาคาร หรือนักวิชาการ ต่างไม่อยากจะเข้ามารับตำแหน่งในเวลานี้   แต่อย่างไรก็ตาม หากในที่สุด นายฯ สามารถควาญหาบุคคลที่เหมาะสมได้ จากทางเลือกนี้ จะสร้างความเชื่อมั่นในนักลงทุนไทยและต่างประเทศได้ค่อนข้างมาก

 

มาถึง “ทางเลือกที่ 2” คือ นักเศรษฐศาสตร์ หรือนักธุรกิจ ที่เดินสายการเมือง ซึ่งมีหลายชื่อขึ้นมาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง  ม.ร.ว.จตุมงคล โสณกุล อดีต รมว.พลังงาน ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีต รมว.คลังอีกคน หรือ ทางเลือกที่นายกรัฐมนตรี จะสละตำแหน่ง รมว.กลาโหม และเปลี่ยนไปควบว่าการคลังด้วยตัวเอง

 

ขณะที่แนวทางที่ 3 เป็นแนวทาง “ซื้อเวลา” คือ ยังไม่แต่งตั้งใครมาแทนในช่วงนี้ แต่เลือกที่จะใช้ข้าราชการ และเทคโนแครต ในแต่ละกระทรวงเศรษฐกิจ กระทรวงการคลัง รวมทั้ง หน่วยงานหลักอย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์  

 

และใช้วิธีสานต่อชุดมาตรการเดิมที่วางแผนไว้ก่อนหน้าในช่วง 2 รมว.คลังก่อนหน้า ทั้ง “อุตตม สาวนายน” และ “ปรีดี ดาวฉาย”ทำไว้แต่ยังไม่คืบหน้า หรือกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยใช้กลไกศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบศ.ที่มีนากยกรัฐมนตรีเป็นประธาน รวมทั้ง หาทางบริหารจัดการ “เผือกร้อน” สัปทานที่กำลังถูกจับตาในหลายๆ เรื่องให้เสร็จสิ้น ไประยะหนึ่งก่อน

 

ไม่ปรับทั้งทีมเศรษฐกิจ และไม่ขยับฐานตำแหน่งทางการเมืองเพื่อ “รอจังหวะเวลาที่เหมาะสม”

 

 ซึ่งคงต้องจับตาดูต่อไปว่า “อัศวินม้าขาว” จะมาในรูปแบบไหน!!