แม้ว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา จะทำได้แค่การรับทราบโครงการ “คนละครึ่ง”แต่ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนออกมา แต่เชื่อว่า คนไทยหลายคนคงตั้งตารอโครงการความช่วยเหลือใหม่โครงการนี้ 

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดามนุษย์เงินเดือน ที่แม่ยังไม่ตกงาน แต่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไม่แพ้ส่วนอื่น และที่ผ่านมาเป็นกลุ่มที่ตกหล่นและยังไม่ได้รับความช่วยเหลือเหมือนเช่นกลุ่มอื่นๆ

 

ทั้งนี้ หลังประชุมครม. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ออกมายืนยันว่า ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ จะมีแน่ๆ ใน 2 โครงการ คือ 1.โครงการคนละครึ่ง แจกเงิน 3,000 บาทให้ประชาชนทั่วไป และ2.โครงการเพิ่มวงเงินซื้อของกินของใช้ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

 

เพื่อที่จะสร้างเงินใหม่เข้าไปหมุนเวียนในระบบให้เกิดการบริโภค  และเงินส่วนนี้จะลงไปในกระเป๋าของผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้าขายปลีก และยังเป็นเพิ่มกำลังซื้อ ลดค่าครองชีพของคนไทยได้อีกระลอกหนึ่ง 

 

โดยยืนยันว่า โครงการดังกล่าวไม่เอื้อประโยชน์กับนายทุน หรือสนับสนุนผู้ที่มีรายได้สูง อย่างที่มีกระแสข่าวออกมาก่อนหน้า

 

สำหรับรายละเอียดโครงการคร่าวๆ นั้น นายอนุชา บูรพชัยศรี  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเพิ่มขึ้นให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคนละ 500 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนต.ค. -ธ.ค.นี้มีกลุ่มเป้าหมาย 13.94 ล้านคน ขณะที่โครงการคนละครึ่ง ที่จะใช้วิธีร่วมจ่ายคนละ 50% ไม่เกิน 100 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน โดยจะนำเสนอให้ครม.อนุมัติในสัปดาห์หน้า

 

อธิบายเท่านี้ อาจจะยังไม่ชัดเจน วันนี้มีรายละเอียดเพิ่มเติมจากกระทรวงคลังมาฝากกัน!!


เริ่มจากการเติมเงินเพิ่มในบัตรสวัสดิการของรัฐก่อน โดยทางรัฐบาลเพิ่มวงเงินที่จะจ่ายเงินเข้าบัตรให้ผู้ถือบัตรทุกคนคนละ 500 บาทเป็นเวลา 3 เดือน เริ่มเดือน ต.ค.-ธ.ค.นี้ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,500 บาท ซึ่งให้ผู้ถือบัตรนำเงินไปจ่ายได้เลย ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่หรือทำอะไรเป็นพิเศษ เพราะมองว่า คนกลุ่มนี้บางส่วนมีข้อจำกัดในเรื่องการใช้เทคโนโลยี หากให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์อาจจะไม่ได้รับสิทธิ์ 

 

ขณะที่โครงการ “คนละครึ่ง” จะเป็นโครงการที่รัฐบาลจะให้เงินช่วยเหลือสำหรับ คนไทยทั่วไปจำนวน 10 ล้านคน เพื่อรับสิทธิ์รับเงิน 3,000 บาท เพื่อนำไปใช้จ่ายในเวลาที่กำหนดในร้านค้าที่ร่วมโครงการ โดยรัฐจะช่วยจ่ายในวงเงินเท่ากันในการใช้จ่ายผ่านโครงการนี้ 

 

โดยขั้นตอนการลงทะเบียนรับเงิน 3,000 บาทนั้น  ผู้ที่มีสิทธิ์ลงทะเบียนคือ บุคคลสัญชาติไทยที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยต้องลงทะเบียนผ่านช่องทางออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com โดยเปิดลงทะเบียนพร้อมกันในวันที่ 16 ตุลาคม 2563 ตั้งแต่เวลาเช้ามืดคือเวลา  06.00-23.00 น. โดยไม่จำกัดจำนวนผู้ลงทะเบียน เปิดยิงยาวรวด จนเต็ม 10 ล้านคน ก็ถือว่าครบปิดรับสมัคร แต่หากไม่เต็มในวีนแรกก็เปิดให้ลงทะเบียนในวันต่อๆ ไปจนครบ 10 ล้านคน

 

โดยหลังจากที่ลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อยจะได้รับ SMS ยืนยันการได้รับสิทธิ์ภายใน 2 วันทำการ หลังจากนั้น หากใครยังไม่มีแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง ให้ติดตั้งเพื่อใช้จ่ายผ่านโครงการคนละครึ่ง    

 

เมื่อครบตามขั้นตอนดังกล่าว ประชาชนที่ได้รับสิทธิสามารถเริ่มใช้เงินได้ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2563 เวลา 6 โมงเช้าเป็นต้นไป และใช้เงินต่อเนื่องได้จนถึงสิ้นเดือน ธ.ค.ปีนี้  อย่างไรก็ตาม หากได้รับสิทธิ์ และหากไม่ใช้สิทธิ์ภายใน 14 วันจะถูกตัดสิทธิ์และเปิดสิทธิ์ให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนเพิ่มต่อไป

 

สำหรับวิธีการใช้เงินในโครงการคนละครึ่ง ใช้อย่างไรนั้น สรุปง่ายๆ ว่า ในแอพกระเป๋าตังค์ของเรารัฐบาลจะช่วยจ่ายครึ่งหนึ่งหรือ  50%  เช่น ถ้าวันนั้นเราใช้เงินโครงการผ่านร้านค้าที่กำหนด 150 บาท เราจะจ่ายผ่านแอพเพียง 75 บาท และในวันรุ่งขึ้น ร้านค้าที่เราซื้อจะได้รับเงินส่วนที่เหลืออีก 75 บาทจากรัฐบาล 

 

โดยเราสามารถใช้จ่ายเงิน ตามโครงการได้ทุกวันจนครบกำหนดระยะเวลาโครงการในช่วงสิ้นเดือน ธ.ค.โดยรัฐจะสบทบตามที่เราจ่ายจริง แต่ไม่เกิน 3,000 บาท     

 

ขณะที่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ นั้นมีการกำหนดออกมาชัดเจนเลยว่าจะต้องเป็นร้านค้ารายย่อยเท่านั้น โดยร้านค้าขนาดใหญ่ และ ร้านสะดวกซื้อไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ ทางรัฐบาลได้เปิดให้ร้านค้าใหม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ส่วนร้านค้าเดิมที่เคยเข้าร่วมแล้ว อย่างโครงการ “ชิมช้อปใช้” ที่ผ่านมา หรือ “เราเที่ยวด้วยกัน” ไม่ต้องทำการลงทะเบียนใหม่
    
ทั้งนี้ เท่ากับว่า คนไทย 10 ล้านคน นำเงินไปใช้จ่ายผ่านโครงการสูงสุด 3,000 บาทต่อคน จะได้รับเงินจากรัฐช่วยอีก 3,000 บาท และหากกลุ่มเป้าหมายมาตรการดังกล่าวทั้ง 2 กลุ่มคือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการคนละครึ่ง จะมีจำนวน 24 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชาชนทั้งประเทศ ช่วยเพิ่มการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ได้ประมาณ 0.24-0.5%