เราจะฝ่าวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน ในวันที่ รมว.คลัง คนใหม่เข้ากระทรวงวันที่ 2 “เศรษฐกิจจานร้อน”จับตาสถานการณ์เศรษฐกิจกันอย่างต่อเนื่อง 
    

อย่างไรก็ตาม แม้ รมว.คลังในวันที่สองจะฟิตจัด ประชุมผู้บริหารที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ใหญ่ในกระทรวงคลัง ผู้ว่าแบงก์ชาติ สมาคมธนาคารไทย เพื่อรับมือผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19  

 

แต่อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของนักเศรษฐศาสตร์ยังคงมองว่า โควิด0-19 จะยังกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง และเริ่มมีหน่วยงานวิเคราะห์วิจับเศรษฐกิจหลายแห่งประเมินว่า ผลกระทบดังกล่าวที่มีต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยจะยาวนานมากกว่าที่คาดไว้ในช่วงก่อนหน้า และกระทบให้เศรษฐกิจซึมลึกยาวนาน


โดยล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงเปราะบางมาก โดยให้ระวังความเปราะบางทางธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้ที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ไปจนถึงไตรมาสที่ 3 ของปีหน้า
    

ขณะที่ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทยมองความเสียหายอาจจะลากยาวไปจนถึงปี 2565 โดยเฉพาะในส่วนของภาคธุรกิจรายกลางและรายย่อย
    

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทยประเมินยอดขายของภาคธุรกิจไทยในปี 2563 หดตัวลึก 9.0% และมีความสามารถในการฟื้นตัวอย่างจำกัดในปี 2564-2565 ซึ่งจะกดดันความสามารถชำระหนี้ และเสี่ยงทำให้มีธุรกิจ “ซมไข้ยาวนาน” 
    

โดยธุรกิจที่มีความเสี่ยงเกิดกรณีดังกล่าวในขณะนี้ ได้เพิ่มจาก 9.5% ของกิจการทั้งหมดในปี 2562 เพิ่มเป็น 14% ในปีนี้ และขยับขึ้นเป็น 26% ภายในปี 2565  โดยธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เสี่ยง  เพราะรับผลกระทบมากสุด
    

นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย ประเมินว่าปี 2564 จะยังเป็นปีที่ธุรกิจไทยเผชิญความท้าทายแม้สถานการณ์โควิด-19 จะดีขึ้น โดยคาดว่าผลจากยอดขายที่หดตัวมากถึง 9.0% ในปี 2563 จะทำให้ปี 2564 ยอดขายยังต่ำกว่าระดับปกติต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจมากขึ้น หลังมาตรการพักชำระหนี้เป็นการทั่วไปสิ้นสุดลงในวันที่ 22 ต.ค.นี้ 
    

ทั้งนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลงบการเงินในระดับรายบริษัทกว่า 2 แสนราย พบว่าอัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio: ICR) ซึ่งสะท้อนว่ากิจการมีกำไรจากการดำเนินงานเพียงพอในการจ่ายภาระดอกเบี้ยในภาพรวมจะลดลงจาก 3.62 เท่า ในปี 2562 มาอยู่ที่ 3.11 เท่า ในปี 2563 และจะใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี ถึงจะกลับไปสู่ระดับเดิม 
    

โดยมีกิจการที่มีกำไรจากการดำเนินงานไม่เพียงพอจ่ายดอกเบี้ย หรือมี ICR ต่ำกว่า 1 เท่า จะมีสัดส่วนมากถึง 28-30% ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า
    

ขณะที่นายณัฐพร ศรีทอง นักวิเคราะห์ของ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ต้องจับตามองเป็นพิเศษ หลังพบว่าเป็นธุรกิจที่มีกิจการ “ซมไข้ยาวนาน” ในปี 2563 มากถึง 29% และ 26% ของกิจการทั้งหมด และจะเพิ่มขึ้นเป็น 48% และ 38% ภายในปี 2565 หากไม่มีการช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้ 
    

โดยสถานการณ์ขึ้นกับการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยและพัฒนาการของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะมีผลต่อธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร และแนวโน้มกำลังซื้อในประเทศ ภาวะการมีงานทำ รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน เพราะจะกระทบต่อธุรกิจอสังหาฯ โดยตรง 
  

นอกจากนั้น ยังมีอีกหลายธุรกิจที่จะมีจำนวนกิจการ “ซมไข้ยาวนาน” สูงกว่าค่าเฉลี่ย เช่น ธุรกิจสื่อและบันเทิง ธุรกิจเครื่องหนัง ธุรกิจเครื่องสำอาง และธุรกิจสิ่งทอ เป็นต้น
    

นายชัยสิทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า กรณีนี้คือโจทย์ท้าทายในระยะข้างหน้า ของรัฐบาล โดยการช่วยเหลือต้องคำนึงถึงพื้นฐานทางการเงินของกิจการ และศักยภาพการกลับมาฟื้นตัวของธุรกิจ  เปิดทางให้ภาคธุรกิจที่ปรับตัวได้ แสวงหาโอกาสในตลาดศักยภาพใหม่ๆ ลดต้นทุน และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่สอดรับกับสังคมวีถีใหม่ให้ได้ในอนาคต

 

On The go