อาการมันฟ้องว่า เละตั้งแต่ยังไม่เริ่มวงหารือ 


เวทีประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อหาทางออกประเทศ วันที่ 26-27 ต.ค.นี้ ที่โอกาสริบหรี่ไม่เห็นหนทางสร้างทางออกให้ประเทศ


ฝ่ายค้านเรียงหน้าใส่ยับรัฐบาลล่วงหน้า ฉุนไม่นำประเด็นข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ของม็อบราษฎร ได้แก่ให้นายกฯลาออก รับหลักการแก้รัฐธรรมนูญ และปฏิรูปสถาบัน อยู่ในญัตติหารือ

 

เรื่องแก้รัฐธรรมนูญที่ฝ่ายค้านตั้งใจมาซัดเต็มเหนี่ยว ไม่มีสคริปให้พูด ถูกฉีกบททิ้งดื้อๆ เหลือแต่เรื่องโควิด-19 และหัวข้อหมิ่นเหม่ “ขัดขวางขบวนเสด็จ” เป็นหัวข้อพูดคุย

 

ออกมารูปนี้ฝ่ายค้านเองก็กล้าๆกลัวๆ พูดอะไรได้ไม่เต็มปากภายใต้หัวข้อล่อแหลม  เพราะรู้อยู่เต็มอก ถ้าพูดไม่ดีไม่งาม ก็เตรียมแหย่ขาเข้าตะราง ทำท่าจะถอดใจถอนยวงไม่ร่วมสังฆกรรมหาทางออก

แต่ติดอยู่ที่กลัวเสียมวลชน เลยต้องเสี่ยงลงสนาม พูดไปแหยงไป

 

ฝ่ายค้านมองรัฐบาลมีเจตนาซ่อนเร้น  มุ่งให้พูดเฉพาะเรื่องขบวนเสด็จ เสี่ยงขัดข้อบังคับประชุมรัฐสภาที่ไม่ให้พูดถึงสถาบัน  หากไปอภิปรายล่วงล้ำอาจถูกดำเนินคดี

 

ยังไม่ทันเริ่มต้น ก็ชวนทะเลาะกันแล้ว หาจุดร่วมลงตัวกันไม่ได้ คงไม่ต้องฝากความหวัง เวทีรัฐสภาจะเป็นทางออก ดึงประเทศออกจากวิกฤติตามที่คาดหวัง

 

คำตอบรู้กันล่วงหน้า เป็นแค่ขั้นตอนพิธีกรรม ให้แต่คนโชว์หล่อ โชว์สวย พ่นน้ำลายออกหน้าจอ เค้าลางเวทีรัฐสภาคงไม่ช่วยคลี่คลายปัญหา แต่ไปๆมาๆอาจเป็นการซ้ำเติม สร้างแรงหมั่นไส้ยิ่งกว่าเดิม

เพราะซ่อนวาระแอบแฝง ไม่มีความจริงใจที่จะผนึกกำลังร่วมแรงร่วมใจหาทางออกกันอย่างจริงจัง

 

แนวทางถอยคนละก้าวของ “ลุงตู่”  ใช้เวทีสภาลดไฟขัดแย้ง คงไม่ช่วยถอนฟืนจากกองไฟ อาจเร่งไฟให้แรงยิ่งกว่าเดิม

 

ดีแต่ร่ำหลักการสวยหรู พร้อมให้ความยุติธรรมทุกฝ่าย ขอให้ทุกฝ่ายใจเย็น   แต่รัฐบาลปฏิบัติกลับสวนทาง ทั้งไล่จับแกนนำม็อบ การปิดสื่อ ใส่เกียร์ว่างไม่ดำเนินคดีกับม็อบอีกฝ่ายที่ไล่ทุบนักเรียน นักศึกษา

 

เงื่อนไขยั่วยุอารมณ์มวลชนยังลอยให้เห็นอยู่ตำตา  ความรู้สึก 2 มาตรฐานยังไม่ถูกลบออกจากใจของผู้ชุมนุม

 

เข้าใกล้ฉากระทึกเผชิญหน้า “ม็อบชนม็อบ” ตามที่ต่างฝ่ายต่างบิ้วอารมณ์มวลชนของตัวเองให้ฮึกเหิมกันเต็มที่ พร้อมชน พร้อมบวกได้ทุกขณะ ไม่มีใครกลัวใคร

 

เมื่อยังไม่แสดงความจริงใจแก้ปัญหาให้เห็นเป็นรูปธรรม  ทางออกคงไม่จบลงที่สภา


“ถอยกันคนละก้าว” สุดท้ายก็แหกตา ปาหี่อีกตามเคย

 

 #พยัคฆ์ศึก